วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สมุนไพรรางจืด




สมุนไพรรางจืด
(LAUREL CLOCK VINE)

ชื่อท้องถิ่น             :      กำลังช้างเผือก  เครือเขาเขียว ยาเขียว 
                                     หนามแน่
ชื่อสามัญ               :      รางจืด ว่านรางจืด
ชื่อวิทยาศาสตร์     :      Thunbergia laurifolia Lindl.
ชื่อวงศ์                  :       ACANTHACEAE

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
      รางจืดเป็นไม้เถาที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันนอกเฉียงใต้ อาทิ ไทย และพม่า เป็นต้น ในประเทศไทยพบมากตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วไป แต่ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่ามีสรรพคุณเด่นในการขจัดพิษต่างๆ ทั้งพิษจากพืช พิษจากสัตว์ และพิษจากสารเคมี จึงนิยมนำมาปลูกตามบ้านเรือนทั่วไป

ชนิดของรางจืดตามตำรายา
      ในตำรายาสมุนไพรของชะลอ อุทกภาชน์ ได้แบ่งสมุนไพรที่เรียกว่า รางจืด ออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. รางจืดเถา
      เป็นรางจืดที่กล่าวในบทความนี้ คือ มีลักษณะลำต้นเป็นเถาเลื้อย แบ่งเป็นชนิดย่อยตามสีดอก 3 ชนิด คือ
          – ชนิดดอกสีม่วงอ่อนหรือสีคราม ซึ่งทางตำรายากล่าวว่า สามารถออกฤทธิ์ทางยามากกว่าชนิดดอกเหลือง และดอกขาว และเป็นชนิดที่นิยมปลูกมากที่สุดในปัจจุบัน
          – ชนิดดอกสีเหลือง เป็นชนิดที่พบน้อยมาก
          – ชนิดดอกสีขาว เป็นชนิดที่พบน้อยมาก
2. รางจืดต้น
      เป็นรางจืดที่จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสูงไม่เกิน 6 ฟุต ลำต้นแตกกิ่งก้านแขนงเป็นทรงพุ่ม มีดอก และฝักคล้ายกับดอก และฝักถั่ว ดอกมีสีเหลือง นิยมนำใบ และรากมาใช้ทำยาสมุนไพร และเชื่อว่ารากสามารถแก้คุณไสย ยาพิษ และยาสั่งได้
3. ว่านรางจืด
      เป็นรางจืดที่ตำรายาจัดให้อยู่ในกลุ่มว่าน ลำต้นเป็นหัวใต้ดิน เนื้อหัวมีสีขาว และมีกลิ่นหอม สามารถนำมาประกอบอาหารได้ ส่วนมีลำต้นเหนือดินที่เป็นกาบใบ และใบ จะมีลักษณะคล้ายกอขมิ้น ว่านรางจืดนี้ นิยมนำหัวมาทำสมุนไพร และเชื่อว่าสามารถแก้คุณไสย ยาสั่ง และขับสารพิษเหมือนกับรางจืดต้นได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
      ลำต้น  ต้นรางจืด เป็นพืชไม้เลื้อย หรือไม้เถา เลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้หรือเสารั้ว ขนาดเถาส่วนโคน 0.8-1.5 เซนติเมตร และค่อยๆลดขนาดลงตามความยาวของเถา ส่วนความยาวจะยาวได้มากกว่า 10 เมตร เถามีลักษณะค่อนข้างกลม และเป็นข้อปล้อง เถาส่วนโคนมีสีเขียวอมน้ำตาล เถาอ่อนหรือเถาส่วนปลายมีสีเขียวเข้ม มีขนปกคลุม เนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน หักง่าย แต่ค่อนข้างเหนียว แก่นในสุดเป็นเยื่ออ่อนเป็นวงกลม



ใบ  รางจืดเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ใบแทงออกใบเดี่ยวออกเป็นคู่ๆ ซ้าย-ขวา ตามข้อของเถา มีก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร ใบมีรูปหัวใจแหลม โคนใบมน กว้าง ตรงกลางโคนใบอาจเว้าหรือไม่เว้า ปลายใบแหลม และมีติ่งแหลมที่ส่วนปลาย ใบมีขนาดกว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร ใบขนาดใหญ่จะอยู่โคนก้าน และค่อยๆลดขนาดลงตามความยาวของเถา ตัวใบจะมีแผ่นใบ และขอบใบเรียบ ใบด้านบนมีสีเข้มกว่าด้านล่าง มีขนที่ด้านล่างใบ ส่วนด้านบนไม่มี ส่วนเส้นใบมี 3 เส้น เป็นร่องตื้น ยาวจากโคนใบมาปลายใบ มี 2 เส้นใบ อยู่ด้านซ้าย-ขวา ริมขอบใบยาวเกือบถึงปลายใบ และอีก 1 เส้นใบ อยู่บริเวณกลางใบ ยาวจากโคนใบจนถึงปลายสุดของใบ


ดอก  ดอกรางจืดแทงออกเป็นช่อ ตามข้อบริเวณซอกใบ ประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ สีม่วงอ่อน มีโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว คล้ายรูปแตร ปลายกลีบแยกเป็นแฉกออกเป็นรูปจาน เมื่อดอกบานจะมีขนาดประมาณ 5-10 เซนติเมตร ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน โดยรางจืดจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม



ผล  ผลรางจืด เรียกว่า ฝัก จะเริ่มติดฝักให้ผลหลังจากที่ดอกร่วงไป ผลมีรูปทรงกลมเป็นหลอด กว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ปลายฝักแหลม และโค้งเล็กน้อยเป็นจะงอยคล้ายปลายปากนก ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีน้ำตาลอมดำ เมื่อแก่ และแห้งเต็มที่จะปริแตกออกเป็น 2 ซีก





การประโยชน์รางจืด
      1. นิยมนำใบ ราก และเถา มาใช้ประโยชน์ในหลายลักษณะ เช่น การตากแห้ง แล้วนำมาบดอัดใส่แคปซูลกิน การนำมาต้มกับน้ำดื่ม รวมไปถึงการนำรากหรือใบสดมาขยี้ประคบแผลที่ถูกสัตว์มีพิษกัด
      2. ใช้ต้มน้ำอาบ แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 ซม. ต้มในน้ำประมาณ 10 ลิตร อาบทุกวัน ประมาณ 5-7 วัน
      3. นำใบ 5-10 ใบ มาโคกให้ละเอียด ก่อนผสมน้ำ 1 แก้ว แล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำสำหรับดื่ม
      4. นำใบมาตากแห้ง แล้วสับเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนใช้ชงน้ำร้อนเป็นชาดื่ม
      5. นำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่สุราดื่ม
       6. ดอกรางจืด นำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำของหวาน ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆ ซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามชนิดสีของดอก
      7. คนโบราณมีความเชื่อว่า การดื่มน้ำต้มจากรางจืดสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่ผู้อื่นทำแก่ตนได้
      8. ใบรางจืดตากแห้งแล้ว นำมาบดให้ละเอียด ใช้ผสมในอาหารสัตว์ อาทิ อาหารหมู อาหารไก่ เป็นต้น ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรค และช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอดสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับเชื้อโรค

      สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา” (Food and Drug Administration) หรือ (อย.) ประกาศห้ามนำ รางจืด มาเป็นส่วนประกอบในอาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลจากงานวิจัยมายืนยันความปลอดภัย หากบริโภค รางจืด ต่อเนื่อง อาจเกิดความผิดปกติต่อระบบเลือด ตับและไตทำงานผิดปกติ

แหล่งที่นมา :

บ่อน้ำผุด



น้ำผุด
(UPWELLING)
แหล่งท่องเที่ยวน้ำผุด


น้ำผุดบ่อเบี้ย
ที่ตั้ง : บ้านบ่อเบี้ย หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา


น้ำผุดดงหอหนองหล่ม

ที่ตั้ง : สวนสาธารณะดงหอ  บ้านหนองหล่ม ตำบลหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา


หล่มภูเขียว
ที่ตั้ง : หล่มภูเขียว (Lom Phu Khew) อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ต.บ้านอ้อน อ.งาว จ.ลำปาง
ตำแหน่ง GPS : 18.764630 99.873765



น้ำแม่ออกฮู
ที่ตั้ง : จากอำเภอแม่แจ่ม ขับรถไปทางแม่ฮ่องสอน อีกประมาณ 8 กิโลเมตร จะอยู่ข้างทาง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่



บ่อน้ำผุดเชียงดาว
ที่ตั้ง : หนองหมูฮ่อ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


บ่อน้ำผุดที่ใสที่สุด
ในประเทศไทย
ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด บ่อน้ำที่ผุดขึ้นมาที่เชิงเขาในป่า
ที่ตั้ง : หมู่ 4 บ้านน้ำราด ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี


น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง
ที่ตั้ง : โยธาธิการ ตำบล หมูสี อำเภอ ปากช่อง นครราชสีมา 30130


น้ำผุดทับลาว
ที่ตั้ง : ตำบล ห้วยยาง อำเภอ คอนสาร ชัยภูมิ 36180


น้ำผุดตาดเต่า
ที่ตั้ง : ที่บ้านวังผาดำ ตำบลวังสวาป อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น

ทีมา:





เครื่องวัดอุณหภูมิ/ปริมาณน้ำฝน



เครื่องวัดอุณหภูมิ/ปริมาณน้ำฝน
(THERMOMETER/RAIN GAUGE)

            อุตุนิยมวิทยา (Meteorology) เป็นการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยบรรยากาศของโลก โดยเน้นการพยากรณ์อากาศ และกระบวนการของสภาพอากาศ ปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับสภาพอากาศที่สังเกตได้ ซึ่งให้ความกระจ่างและอธิบายได้ด้วยศาสตร์แห่งอุตุนิยมวิทยา เหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากความแปรผันที่มีอยู่ในบรรยากาศของโลก ได้แก่ อุณหภูมิ ความกดอากาศ ไอน้ำ และองค์ประกอบต่างๆ และปฏิกิริยาของตัวแปรต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ กัน ประเด็นหลักของการศึกษาและการสังเกตเกี่ยวกับสภาพอากาศของโลกนั้น อยู่ที่ชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ (troposphere)


            อุตุนิยมวิทยา, climatology, ฟิสิกส์บรรยากาศ และเคมีบรรยากาศ ถือเป็นสาขาย่อยของบรรยากาศศาสตร์ (atmospheric sciences) สำหรับอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยารวมกันเป็นสาขาของศาสตร์ที่เรียกว่า อุทกอุตุนิยมวิทยา (hydrometeorology)

ฤดูหนาวพิจารณาจากอุณหภูมิต่ำสุดในแต่ละวัน ดังนี้
 อากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำกว่า  8.0  C
 อากาศหนาว  อุณหภูมิระหว่าง   8.0  C  -  15.9
 อากาศเย็น  อุณหภูมิระหว่าง   16.0  C  -  22.9

ฤดูร้อนพิจารณาจากอุณหภูมิสูงสุดในแต่ละวัน
 อากาศร้อน  อุณหภูมิระหว่าง   35.0 C  -  39.9 
 อากาศร้อนจัด  อุณหภูมิระหว่าง   40.0 C ขึ้นไป

เรือนเทอร์โมมิเตอร์
                สำหรับติดตั้งเครื่องมือสำรวจทางอุตุนิยมวิทยา ได้แก่  เครื่องวัดอุณหภูมิอากาศ เครื่องวัดอุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด เครื่องวัดความชื้นสัมพัทธ์ และ เครื่องวัดการระเหยแบบพิเช่ เพื่อป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ (Radiant Heat) เข้าไปภายในตู้ ฝาของตู้ควรทำเป็นบานเกล็ด 3 ชั้น และพื้นควรทำเป็นแผ่นไม้สลับกันไปมาหลัง หลังคาควรทำเป็น 2 ชั้น เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับการถ่ายเทอากาศ ระหว่างหลังคาชั้นบนกับชั้นล่าง ควรทาสีขาวทั้งภายในและภายนอกเพื่อเป็นการสะท้อนแสงทำให้อุณหภูมิภายในและภายนอกตู้ไม่แตกต่างกันมาก

ตู้สกรีน 1 ตู้ ภายในประกอบด้วย เครื่องมือ 5 ชนิด
      - ไซโครมิเตอร์ (DRY) ตุ้มแห้งใช้วัดความชื้นสัมพัทธ์
      - ไซโครมิเตอร์ (WET) ตุ้มเปียกใช้วัดความชื้นสัมพัทธ์
      - แก้วใส่น้ำสำหรับตุ้มเปียก
      - เทอร์โมมิเตอร์ วัดอุณหภูมิสูงสุด (Maximun) ใช้ตรวจวัดอุณหภูมิสูงสุด
      - เทอร์โมมิเตอร์ วัดอุณหภูมิต่ำสุด (Minimun) ใช้ตรวจวัดอุณหภูมิต่ำสุด

การติดตั้งเรือนเทอร์โมมิเตอร์ ควรอยู่สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1.25-2.00 ม. และหันประตูตู้ไปทางทิศเหนือหรือใต้ เพื่อไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องเข้าไปเครื่องมือที่ติดตั้งอยู่ภายในตู้ในขณะทำการอ่านข้อมูล


เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน
ปริมาณน้ำฝน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของลมฟ้าอากาศที่ต้องมีการเก็บข้อมูลและเฝ้าระวัง ถ้าปริมาณฝนตกมากเกินไปจะส่งผลถึงการเกิดอุทกภัยหรือดินถล่ม ไร่นาและผลิตผลทางการเกษตรเสียหาย ถ้าปริมาณฝนน้อยเกินไปก็จะส่งผลถึงภัยแล้งที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรเสียหาย เช่นกัน ทุกสถานีตรวจอากาศจะต้องวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกใน 24 ชั่วโมง การวัดจะใช้เครื่องวัดฝนซึ่งมีหลายแบบ ที่ใช้กันทั่วไปคือแบบแก้วตวง ตัวเครื่องทำด้วยโลหะไม่เป็นสนิม มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก มีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 8 นิ้ว สูง 145 ม.ม. อ่านค่าโดยการตวงวัดน้ำฝนลงในหลอดแก้วตวงมาตรฐานสำหรับใช้กับเครื่องวัดน้ำ ฝนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว สามารถอ่านค่าได้ละเอียดถึง 0.1 ม.ม. เครื่องวัดฝนต้องติดตั้งอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งและวางตั้งในแนวดิ่ง

เครื่องวัดน้ำฝนแบบแก้วตวง (Rain gauge) ประกอบด้วย
- ถังภายนอก (Outer case) ใช้สำหรับรองรับการไหลของน้ำฝน
- ถังรองภายใน (Inner can) ใช้รองรับน้ำฝน
- แก้วตวง (Glass vessels) ใช้วัดค่าของปริมาณน้ำฝน



วัฏจักรของน้ำ  (Water Cycle)
1. ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้พื้นดิน มหาสมุทร ทะเลสาบ หรือแหล่งน้ำอื่นๆของโลกอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิด:
• “การระเหย” (Evaporation) คือขั้นตอนที่น้ำ ซึ่งเป็นของเหลว เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซ หรือเปลี่ยนเป็น ไอน้ำ” (Vapor)
• “การคายน้ำของพืช” (Transpiration) คือการที่น้ำระเหยออกมาจากพืช
2. ไอน้ำที่ระเหยจะลอยตัวขึ้นสูง และเกิดการ ควบแน่น” (Condensation) หรือ การที่ไอน้ำกลายสภาพเป็น หยดน้ำ” (Droplets of Water) และรวมตัวกันเกิดเป็นก้อนเมฆ (Cloud)
3. เมื่อเมฆ (ซึ่งก็คือหยดน้ำที่รวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก) มีขนาดใหญ่ขึ้น จะเกิดขั้นตอน หยาดน้ำฟ้า” (Precipitation) ซึ่งก็คือการที่เมฆกลั่นตัว และตกลงมาสู่พื้นผิวโลกในรูปแบบของ ฝน (Rain) หิมะ (Snow) หรือบางครั้งอาจตกมาเป็นลูกเห็บ (Hail) ได้ด้วย
4. น้ำที่ตกลงมาสู่ผิวโลกนั้นจะซึมลงไปในดิน (Infiltration/Absorption) ทำให้เกิด ชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifer) หรือชั้นหินที่เก็บกักน้ำไว้ใต้ดิน (น้ำบาดาล) นอกจากนี้น้ำที่ตกลงมาสู่พื้นดินอาจถูกดูดซับและนำไปใช้โดยพืช หรือกลับไปสู่แหล่งน้ำ เช่น ทะเล, ทะเลสาบ โดยตรงก็ได้
5. เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอนแล้ว วัฏจักรของน้ำก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

สรุป วัฏจักรของน้ำ

การระเหย/การคายน้ำของพืช –>การควบแน่น–> หยาดน้ำฟ้า–> ซึมลงดิน–> ชั้นหินอุ้มน้ำ/แหล่งน้ำ/ดูดซับโดยพืช


ที่มา : 

ต้นไทร


ต้นไทร
(BANYAN TREE)
ชื่อท้องถิ่น               :    ไฮ
ชื่อสามัญ                 :    ไทร
ชื่อวิทยาศาสตร์       :    Ficus  annulata Bl.
ชื่อวงศ์                     :    MORACEAE

ลักษณะทั่วไป
ต้น  เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ลำต้นมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร  ลำต้นตรงแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มทึบ บางชนิดก็เป็นพุ่มโปร่ง มีรากอากาศห้อยลงมาตามกิ่งก้านและลำต้น ผิวเปลือกเรียบสีขาวปนเทา


ใบ  เป็นใบเดี่ยวแตกออกจากกิ่ง และส่วนยอดของลำต้น ใบออกเป็นคู่สลับกัน ลักษณะใบ ขนาดใบ และสีแตกต่างกันตามพันธุ์


ฝัก/ผล  แบบมะเดื่อ 1.8 - 3 ซม. ออกเป็นคู่ในซอกใบ รูปไข่ สีเหลืองอมส้มหรือเหลืองอมชมพู มักจะมีจุดสีครีม ก้านผล 1 - 1.5 ซม. อ้วนสั้น ด้านบนมีวงแหวนนูน ด้านล่างและกาบใบรูปสามเหลี่ยมแคบขนาด 4 - 7 ม.ม. 3 กาบ ที่ยอดผล

สรรพคุณ
ตำรายาไทยใช้ รากอากาศ ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) ปัสสาวะพิการ (อาการปัสสาวะปวด หรือกะปริบกะปรอย หรือขุ่นข้น สีเหลืองเข้ม หรือมีเลือด) แก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย)

บทบาทในระบบนิเวศ
ไทร ถูกจัดให้เป็น Keystone species ( สิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญ ) ประเภท Keystone food resource เพราะ ไทรเป็นไม้ที่สำคัญต่อสัตว์หลาย ๆ ชนิดในป่า เนื่องจาก สามารถออกผลได้ปีละหลายครั้ง ไทรต่างชนิดกันก็ออกผลคนละช่วงกัน ดังนั้นจึงทำให้ไทรเป็นแหล่งอาหารให้กับสัตว์ป่าได้ตลอดทั้งปี และกลายเป็นแหล่งอาหารหลักของสัตว์ป่าหลายชนิดทั้งที่เป็นสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ และทั้งสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ ในป่าบางพื้นที่ มากกว่า 70% ของสัตว์ป่าทั้งหมดกินลูกไทรเป็นอาหาร และไทรยังเป็นตัวบอกถึงจำนวน สัตว์ผู้ล่า สัตว์กินผลไม้เป็นอาหารอย่างคร่าว ๆ ได้อีกด้วย
ไทรทำหน้าที่เป็นผู้คัดเลือกต้นไม้ที่มีลักษณะไม่ดีออกจากระบบนิเวศ โดยการเติบโตบนต้นไม้นั้นและโอบรัดจนตาย เมื่อทรงพุ่มไทรใหญ่ขึ้น ลำต้นไม่อาจแบกรับน้ำหนักไหว ทำให้ต้องโค่นลง ก่อให้เกิดพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ในป่าทึบขึ้น เปิดโอกาสให้ต้นไม้ชนิดใหม่ ๆ งอกขึ้นบนพื้นที่นั้น ๆ


ต้นสมพง


มหัศจรรย์...ต้นสมพง
(AMAZING SOMPONG TREE)

ชื่อท้องถิ่น           :    กะปุง  กะพง งุ้น             
ชื่อสามัญ             :    สมพง
ชื่อวิทยาศาสตร์   :    Tetrameles nudiflora R.Br.        
ชื่อวงศ์                :    TETRAMELACEAE

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

สมพงเป็นพันธุ์ไม้ที่พบขึ้นอยู่ตามป่าดงดิบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้ จะผลัดใบหมดก่อนออกดอก

ลักษณะทั่วไป
สมพงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มาก สูงประมาณ 20-40  เมตร เป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง โคนเป็นพูพอนขนาดใหญ่ อาจสูงถึงประมาณ 2 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มโปร่ง เปลือกสีเทาอมชมพู เรียบเป็นมัน หนามาก เปลือกในสีน้ำตาลอมชมพูไม่มีแก่น กิ่งอ่อนมีรอยแผลใบปรากฏชัด  


ใบ  ลักษณะป้อม รูปหัวใจ หรือรูปข้อเหลี่ยมกลายๆ ขนาด 910 x 9-12 ซม. โคนใบกว้างและหยักเว้า 3 แฉก ขอบหยักถี่ๆ เนื้อค่อนข้างบาง หลังใบมีขนสาก หลังใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ท้องใบมีขนนุ่ม

ดอก  สีเขียวอ่อน หรือเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อใหญ่ตามปลายกิ่ง ช่อดอกมีแขนงมาก กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4 แฉก เกสรผู้มี 4 อัน อยู่ตรงข้ามกับแฉก ดอกเพศเมียออกเป็นช่อยาวๆ ตามปลายกิ่ง ห้อยย้อยลงไม่แตกแขนง ช่อดอกยาว 15-30 ซม. กลีบรองกลีบดอกมี 4 กลีบ ไม่มีกลีบดอก รังไข่มี 1 ช่อง และมีไข่อ่อนมาก ออกดอกระหว่าง เดือนธันวาคม ถึงมกราคม และเป็นผลระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคม

ผล  มีขนาดเล็ก ผิวแข็ง ปลายผลยังคงมีกลีบรองกลีบดอกปรากฏอยู่ เมื่อแก่จัดตอนปลายจะแตกออกจากกัน

การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์ไม้สมพง เพื่อการผลิตกล้าไม้ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นการขยายพันธุ์โดยเมล็ดเท่านั้น  เพราะสามารถผลิตกล้าไม้ได้เป็นจำนวนมาก  ส่วนการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่นยังไม่ได้มีการทำกัน

การใช้ประโยชน์ 
ไม้สมพงเป็นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจของประเทศชนิดหนึ่ง  มีการนำมาใช้ประโยชน์กันมาก  โดยมีการนำมาใช้ทำแบบหล่อคอนกรีต  เรือขุด หีบใส่ของ ไม้ขีดไฟ ไม้จิ้มฟัน ไม้ยาง ไม้อัด เยื่อกระดาษ  หีบศพ  เครื่องเรือน และของเด็กเล่น  ทำพื้นรองเสาค้ำ

แหล่งที่มา : http://www.dnp.go.th/Pattani_botany